แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Oscillator แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Oscillator แสดงบทความทั้งหมด

RSI VS Stochastic

RSI VS Stochastic


ที่ Babypips นาย Proximus มาตั้งกระทู้ถามเรื่อง RSI กับ Stochastic เขาบอกว่าเขาได้ทดลองใช้ Stochastic มาระยะหนึ่งแล้วสำหรับเขาแล้วมันได้ผลมาก ๆ เลยผมเทรดได้ตั้ง 7 ใน 10 ครั้งแนะ แต่ผมก็ได้ยินมาว่ามีอินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่คล้าย ๆ กันนั่นคือ RSI แต่ผมก็ยังไม่เคยได้ลองใช้มันสักที นอกจากนี้ผมยังเห็นว่ากรอบ over ของ RSI มันต่างจาก Stochastic แค่ 10 เอง Stochastic ใช้ 80 20 แต่ RSI ใช้ 70 30 ผมไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยทำให้ RSI มันวิ่งสมูธขึ้นหรือทำให้สัญญาณกลับตัวมันช้าลงกันแน่ ผมเลยมาตั้งกระทู้นี้เพราะอยากได้ข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับอินดิเค เตอร์ 2 ตัวนี้ว่าอันไหนดีกว่ากันอันไหนแม่นกว่ากันเพราะมันทั้งคู่ใกล้เคียงกันมาก ระหว่างให้สัญญาณที่เร็วแต่มีโฮกาสหลอกบ่อย กับ วิ่งช้าลงสักหน่อยแต่มั่นใจมากขึ้น อันไหนดีกว่ากันครับ


คุณ TheDayTrader เข้ามาตอบว่า ทั้ง Stochastic และ RSI เป็น Indicator ประเภทเดียวกันคือใช้วัดการแกว่งของราคาเหมือนกันถึงแม้ว่ามันจะต่างกัน เพียงนิดเดียวก็ตามแต่มันก็ทำหน้าที่คล้าย ๆ กันอยู่ผมแนะนำให้เลือกใช้เพียงตัวเดียวพอ แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ลองใช้ทั้งคู่ไปก่อนก็ได้แล้วดูว่าตัวไหนเหมาะกับ วิธีเทรดของคุณมากที่สุด พยายามปรับมันให้เข้ากับสไตล์การเทรดของคุณแต่อย่าลืมว่าการตั้งค่าของอิน ดิเคเตอร์พวกนี้มันจะเปลี่ยนไปตามการเลือก Time Frame ที่เทรดด้วยหากเปลี่ยน Time Frame ที่ดูกราฟก็อาจจะต้องปรับค่ามันใหม่ด้วยเช่นกัน ส่วนตัวแล้วผมชอบใช้ Stochastic ตั้งค่าไว้ที่ 8 3 3 ที่สุดแต่ถ้าคถณอยากได้ Stochastic กับ RSI รวมกันแล้วละก็ผมแนะนำ อินดิเคเตอร์ที่ชื่อ DT Oscillator นะ


คุณ GRIX FX ตอบว่า ส่วนตัวแล้วผมชอบ Stochastic มากกว่านะเพราะมันเห็นภาพเวลาที่อินดิเคเตอร์ขึ้นไปชนเส้นได้ดีกว่า RSI ทำให้ผมสามารถกะ divergence ได้ดีกว่า


คุณ จขกท. หลังจากหายไปสักพักก็เข้ามาตอบว่า ดูเหมือนว่าคนใส่วนใหญ่ในกระทู้จะชอบ Stochastic มากกว่านะแล้วถ้าผมตั้งค่าเป็น 15 3 3 ละ มันจะทำให้ Stochastic สมูธขึ้นไหมและช่วยลดการ false breakout ได้มากขึ้นรึเปล่า


คุณ TheDayTrader เจ้าเก่าก็เข้ามาตอบว่า คำตอบของคำถามข้อนี้ของคุณมันก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเทรดที่คุณใช้และ Time Frame ที่คุณเทรด ลองใช้วิธีนี้ดูสิครับ เอา Horizontal Line มาร์คจุด swing high, low ไว้หลังจากนั้นก็ลองปรับค่าของ สโต ของคุณให้มันใกล้เคียงกับจุดสวิงเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะ จุดสวิงเหล่านี้มันจะหลายเป็นเหมือน Overbought/Oversold ไปอัตโนมัติเลยเมื่อเส้นใน สโต มันตัดกันตรง Overbought/Oversold มันก็จะหลายเป็นสัญญาณกลับตัวที่น่าเชื่อถือไปโดยอัตโนมัติ


จขกท. ก็กลับมาตอบว่า ผมเห็นด้วยครับแต่ใน Time Frame เล็ก ๆ อาจจะต้องใช้ค่า 8 3 3 เพราะยิ่ง Time Frame เล็กเท่าไหร่ ความมั่วขงอินดิเคเตอร์ก็จะเพิ่มมากขึ้น ดูเหมือนว่าผมคงจะต้องตั้งค่า สโต ใน 1 ชั่วโมงและดูใน 15 นาทีไปด้วยหากเป็นไปตามที่คิด 15 นาทีน่าจะช่วยบอกสัญญาณกลับตัวให้กับ 1 ชั่วโมงได้ดังนั้นมันจึงจำเป้นมากที่จะต้องมองกราฟมากกว่า 1 Time Frame ขึ้นไป


นาย TheDayTrader ตอบว่า ใช่ครับการเทรดของผมก็อาศัยการดู Time Frame หลาย ๆ ตัวดูพร้อมกันเหมือนกันเช่นผมดู daily 4H 1H 15M ทุกการวิเคราะห์จะต้องตรงกันและจะเข้าเทรดใน TF 15 นาที


นาย wizard56 เข้ามาตอบว่า ความเห็นส่วนตัวนะครับผมว่า Stochastic จะวิ่งเร็วกว่า RSI เวลาที่ราคาเริ่มมีการเคลื่อนตัวแต่นั่นก็ทำให้ สโต มีข้อเสียคือมักจะให้สัญญาณหลอกบ่อย ๆ แต่ RSI ถึงจะช้าไปหน่อยแต่จะให้สัญญาณที่น่าเชื่อถือกว่าดังนั้นผมเลยชอบ stochastic มากกว่าครับ


 เป็น เรื่องที่ถกถึยงกันมานานเหมือนกันเรื่องหนึ่งระหว่าง Stochastic กับ RSI ว่าอะไรดีกว่ากัน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า RSI ดีกว่าแต่พักหลัง ๆ มานี่ผมว่าแล้วแต่สไตล์การเทรดและกลยุทธ์การเทรดของแต่ละคนมากกว่า ใครที่ชอบ scalp ผมก็แนะนำว่า Stochastic จะเป็นคำตอบที่ดีกว่าแต่ใครที่ชอบเทรดเป็นวัน ๆไปหรือเก็บเป็นสวิงไปการใช้ RSI ก็น่าจะเหมาะกว่าสำหรับเทรดเดอร์คนนั้นการเอาอินดิเคเตอร์ประเภท Oscillator หรือวัดการแกว่งไปปรับค่าในมันสมูธขึ้นเพื่อลดสัญญาณหลอกของมันไม่ได้ช่วย อะไรนอกจากจะทำให้การอ่านค่าที่ปกติก็ช้ากว่าราคาอยู่แล้วมันช้าลงไปอีก และ การเอามันไปปรับให้เร็วขึ้นเพื่อหาสัญญาณเข้าที่ทันกราฟละก็ไม่มีทางเป็นไป ได้ครับเพราะอินดิเคเตอร์คำนวณออกมาจากกราฟดังนั้นกราฟต้องวิ่งก่อนมันถึงจะ คำนวณได้ครับ สรุปคือค่ามาตรฐานที่เค้าให้มาตั้งแต่แรกนั้นดีที่สุดแล้วครับ ส่วนตัวแล้วผมว่า Stochastic จะเหมาะกับ TF 1 นาที – 15 นาที เท่านั้นมันไม่เหมาะที่จะนำไปวิเคราะห์เทรนที่เป็นภาพใหญ่ ๆ วิ่งช้า ๆ อันนั้นเนี่ยถ้าใช้เป็น RSI หรือ MACD ไปเลยจะให้ผลที่ดีกว่าเพราะ Day Trader อย่างเรา ๆ คงจะไม่หาจังหวะเข้าจาก Time Frame ใหญ่ ๆ อย่าง Daily ใช่ไหมครับ

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,575.0.html

กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ


1. ดูแนวโน้ม
เรียน รู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของ ตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและ ยาว

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนว โน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์ แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของ รอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบ อัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้ม ของช่วงก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้ อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด

5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้น แนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนว โน้มของมัน หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น

6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมาย ถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยัน สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ ยาวกว่า หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ ในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที

8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือ ศูนย์ สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม กับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณ ที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจาก ผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว กับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,32.0.html

TAG

กระทิง (1) กราฟ (21) กราฟเหวี่ยง (1) กลยุทธ์ (12) กลยุทธิ์ (2) กองทุน (1) การเก็งกำไร (1) การขาดทุน (3) การคำนวณ (2) การเงิน (1) การชื้อขาย (1) การใช้ Ichimoku (1) การใช้ MACD (1) การซื้อขาย (15) การตัดสินใจ (1) การทบทวน (1) การทำกำไร (1) การเทรด (23) การเทรด Forex (2) การธนาคาร (1) การเรียนรู้ (1) การลงทุน (12) การเล่นเทรด (1) การเล่นหุ้น (3) การวางแผน (10) การวางเเผน (1) การวิเคราะห์ (17) การวิเคราะห์ทาง (1) การสร้างระบบ (1) กำไร (29) ข่าว (3) ข่าวforex (1) ความแตกต่าง (2) ความน่าจะเป็น (1) ความผันผวน (1) ความสำคัญ (1) ค่าเงิน (1) คำนวณ (3) เงินตราสกุล (1) เงินทุน (1) เงินเฟ้อ (1) จังหวะ (12) จำกัดวงเงิน (1) จำนวนจุด (1) จิตใจ (4) จิตวิทยา (8) จุด (7) จุดตัดขาดทุน (1) จุดปิดเก็บกำไร (1) จุดสูงสุด (1) ช่วงระยะเวลา (1) ซิกเนล (1) ซื้อขายหุ้น (1) ซื้อขายforex (5) ไซค์เวย์ (1) ดอลล่าร์ (1) ดัชนี (1) เดโม (1) เดโม่ (1) ตลาด (2) ตลาดเงิน (1) ตลาดโลก (1) ตลาดหลักทรัพย์ (1) ตลาดหุ้น (8) ตลาด forex (9) ตลาด Future (1) ทฤษฎี (5) ทฤษฏี (2) ทองคำ (1) ทักษะ (6) ทักษะใหม่ ๆ (1) ทัศนคติ (1) ทิศทาง (18) เทคนิค (16) เทรด (5) เทรดเดอร์ (12) เทรด forex (4) เทรน (3) แท่งเทียน (3) นักเทรด (3) นักลงทุน (8) นักเล่นหุ้น (2) นักวิเคราะห์ (2) แนวคิด (4) แนวต้าน (4) แนวทาง (2) แนวโน้ม (16) แนวรับ (4) บทความ (3) บทวิเคราะห์ (1) บัญชี (1) บัญชี Forex (1) บัญชี MINI (1) เบิกจ่าย (1) โบรก (2) โบรกเกอร์ (12) โบรกเกอร์ exness (1) โบรกเกอร์EXNESS (1) โบรเกอร์ (1) โบรก Exness (1) โบรก instaforex (1) โบรค (1) โบรคเกอร์ (8) โบรคเกอร์ forex (4) ปัจจัย (2) เป้าหมาย (12) เปิดสอน forex (1) เปิดสอน forexฟรี (1) ผลกำไร (1) แผนการเทรด (1) แผนการลงทุน (1) ฝากเงินผ่าน Ibanking (1) พอร์ต (10) พอร์ท (1) พัฒนา (1) พื้นฐาน (10) ภาวะกระทิง (1) ภาวะหมี (1) ภาษี (1) มีสติ (1) มุมมอง (1) โมเดล (1) ระบบ (1) ระบบการเทรด (1) ระบบเทรด (2) ระบบเทรด forex (2) ระยะเวลา (5) รับเทรด (1) ราคา (8) ราคาทอง (1) ราคาสอน forex (1) ราคาหุ้น (4) ลักษณะ (1) ล้างพอร์ต (1) เลขทศนิยม (1) เล่นหุ้นออนไลน์ (1) เล่นforex (4) แลกเปลี่ยนเงิน (1) โลกทัศน์ (1) วัฏจักร (1) วัฏฏะ (1) วิเคราะห์ (1) วิเคราะห์กราฟ (2) วิจัยตลาดหุ้น (1) วิธีการสมัครเปิดบัญชี Exness (1) วิธีสมัคร FBS (1) วิธีสมัคร HotForex (1) วิธีสมัคร InstaForex (1) วิธีสมัคร IronFX (1) วิธีสมัคร ROBOforex (1) วิธีสมัคร WelTrade (1) วินัย (1) ศึกษา forex (1) เศรษฐกิจ (8) สกุลเงิน (7) สติ (1) สถิติ (1) สภาวะตลาด (2) สภาวะเศรษฐกิจ (1) สมัครforex (1) สวิง Low (1) สอนเทรด (1) สอนเล่น (1) สัญญาณ (6) สำเร็จ (1) เส้นค่าเฉลี่ย (1) หุ้น (1) หุ้นforex (4) อการเล่นหุ้น (1) ออเดอร์ (5) ออร์เดอร์ (5) อัตราดอกเบี้ย (2) อัตราแลกเปลี่ยน (2) อ่านข่าวforex (1) อิดิเคเตอร์ (1) อินดิเคเตอร์ (1) อินดี้ (1) โอกาส (16) Actual (2) adopt (1) Advance (1) Anchoring (1) apprentice (1) Ask (5) available (1) Available Margin (1) average (3) Averages (1) backtest (1) Balance (4) Base Currency (5) base line (1) Basic (3) Bid (5) Bid Price (1) Bilateral Patterns (1) Body (1) bombarding (1) Bottom (1) Breakaway (1) breakout (4) Broker (3) Butterfly (1) Buy (4) CandleStick Chart (1) Candle Time (1) Cent (4) chart (2) Chart Pattern (1) Classic (1) cmFX (3) COLH (1) Common Gap (1) Connnection Bridge (1) Continuous Patterns (1) Contractionary (1) Convergence (1) Convergence Bearish (1) Correction (2) Counter (1) Currency Risk (1) Custom (1) Cut Loss (4) Daily (3) DAX (2) day trade (1) Day Trader (1) DEGREE (1) Demand (1) Demo (3) Descriptions (1) Desk (1) Disposition effect (1) Divergence (6) Dont Limit (1) Double Bottom (1) Dow Jones Industrial (1) downfalls (1) Downside (1) downsides (1) Down Trend (1) Dragonfly Doji (1) Drawdown (1) Duration (1) EA (1) Ecurrency (1) ELLIOTT (3) Elliott Wave (1) EMA (1) EMA200 (1) Employment Change (2) Engulfing Bar (1) Equity (1) exness (6) exposes (1) Factory (1) Fake (1) Favorite (1) FBS (1) fibo (2) Fibonacci (12) Filspay (1) Financial Leverage (1) first support (1) Floor Trader (1) Forecast (1) Foreign Exchange (2) FOReign Exchange market (1) forex (28) forex กับ หุ้น (1) forex กับ Futures (1) forex คืออะไร (1) forex ดาวน์โหลด (1) forex broker (9) forex factory (1) forexpros (1) forex technical analysis (1) Four-Price (1) Fractal (1) fund (1) FXClearing (1) FX Quote (2) Gap (1) Gartley (1) Gold (1) Golden cross (1) Gold Future (2) Graph (1) Gravertone Doji (1) Guide (2) Harmonic (1) Hedge Fund (1) Hedging strategy (1) High (7) Histogram (2) Histoream (1) HotForex (1) Ichimoku (2) IMF (1) Index (4) Indicator (11) Indicators (3) industrial average (1) initial (1) instaforex (1) Install (1) Instrument (1) Interest Rate (1) IronFX (1) jpeg (1) lean (1) Level (3) Levels (1) leverage (12) Limit (2) Login (1) Long (4) Long-Legged (1) Long Term Trader (1) loss (1) Loss Aversion (1) lot (13) Lots (1) Lot size (1) Low (4) MA (1) MACD (5) major currencies (1) Major Support (1) management (3) margin (7) Market (13) marketiva (2) Mass (2) Medium Price (1) MetaQuotes (1) millionaire (2) Mind set (1) Mini (2) Mini Account (1) Mini Lot (1) Mini Server (1) minor currencies (1) Minor Support (1) MM (3) Money Management (4) Moving (1) Moving Average (5) mt4 (14) MT 4 (1) mt4 download (1) MT5 (1) Navigator (1) Neteller (1) new high (1) New Order (1) NON COMMERICAL (1) Non farm (1) Offer (1) Order (8) orderโอกาส (1) orders (2) Oscillator (2) Oscillators (1) Ou Chi (1) Outcome bias (1) out - of (1) Over (2) Overbough (1) overbought (3) Overlot (1) Overreaction (1) oversold (4) Over Sold (1) overtrade (2) Parabolic SAR (1) Passport (1) Password (1) Pattern (2) Payweb (1) peak (1) Pending Order (1) Perfect Money (1) period (1) pip (9) Pips (5) Pivot Point (2) Platform (1) plot (1) policy (1) Portfolio (1) POSITION (3) Position Limit (1) Previous (2) Price (2) Price Action (2) Price Risk (1) profit (1) Profits (1) Psychology (1) Quantitative (1) quote currency (2) Rang Holding (1) Restrictive (1) Retail (1) Retail Forex (1) Retracement (2) Return (1) Reversal Patterns (1) Risk (5) roboforex (1) RSI (4) script (1) Sell (4) Send Order (1) Senkou Span (1) Sentiment (1) server (1) SET (1) SET index (2) setup (1) sever (2) shadow (1) Short (5) Short Sell (1) Short Selling (1) Shot (2) Shot Bid (1) Show (1) sideway (7) Sideways (1) Signal (1) Skrill (1) SL (1) Slop (1) SL - TP (1) SM (2) SMA (1) Smart Money (1) S&P 500 (1) S&P500 Futures (1) speculators (1) Spot (1) Spot FX (1) Spread (5) Stochastic (2) Stochastic Oscillator (1) Stochastics (2) stoploss (1) Stop loss (1) Stop -Loss (1) Strong Support (1) supply (4) support (3) Swap (2) Swing trade (1) Symbols (1) Tai Chi (1) Take Over (1) Take Profit (2) Target (5) Technical (1) Technical Fundamental (1) Template (1) Tenkan Sen (1) Timeframe (1) Time Frame (12) tools (1) Top (1) TP (3) Trade (3) trade forex (4) Trader (4) Trading (6) Trend (3) trendline (1) Triple Bottom (1) Typical Price (1) Ukash (1) unit (2) value (2) Verify (1) Victor (1) Volume (3) Volumn (1) Watchlist (1) Waves (1) Webmoney (1) Weekly (1) Weighted Close (1) weltrade (1) win (1) Windows (1) YANG (1) Zero line (2) zero sum (1) Zig-zag (1) zip (1)