แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

นโยบายการเงิน

นโยบายการเงิน


นโยบายการเงิน
เมื่อ เราคุยกันถึงธนาคารกลางก็เป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่พูดถึง "นโยบายการเงิน"  โดย หน้าที่หลักของธนาคารกลางทั้งหลายต่างก็มีเป้าหมายหลักๆที่เหมือนกัน คือ การนำพาเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยธนาคารกลางที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นหน่วยงานที่ได้รับอิสระไม่มากมากก็น้อย จากรัฐบาล ทีรู้จักกันดีคือ ECB, FED, BOJ, BOE ซึ่งเป็นอิสระ แต่บางหน่วยงานก็เชื่อมโยงโดยตรงกับรัฐบาลเช่นในประเทศจีน
และเครื่องมือ ที่จะทำให้งานของพวกเขาบรรลุเป้าหมายได้ก็คือ "นโยบายการเงิน" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้

    อัตราดอกเบี้ยที่ผูกติดอยู่กับมูลค่าของเงิน
    การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
    ปริมาณเงิน
    ความต้องการสำรองของธนาคาร
    ลดช่องว่างในการกู้ยืมแก่ธนาคารพาณิชย์


ประเภทของนโยบายการเงิน
รูปแบบของนโยบายการเงินจะแบ่งเป็น 3 เภทที่แตกต่างกัน คือ
- Contractionary หรือ Restrictive monetary policy คือ นโยบายการเงินที่เข้มงวด เป็นนโยบายที่จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการลดปริมาณเงิน นอกจากนี้ยังใช้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย
- Expansionary monetary policy คือ นโยบายเพื่อการขยายตัว หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆว่านโยบายผ่อนคลายทางการเงิน จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน หรือลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะมีเป้าหมายเพื่อที่จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่นโยบายการเงินที่เข้มงวดจะถูกใช้เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อหรือยับยั้ง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
- Neutral monetary policy คือ การดำเนินนโยบายการเงินที่เป็นกลางซึ่งจะไม่มุ่งเน้นที่จะสร้างความเจริญ เติบโตของเศรษฐกิจ หรือ ต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ
สิ่งสำคัญที่จะต้องจำไว้ เกี่ยวกับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ คือ เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อของธนาคารกลางปรกติจะอยู่ที่ 2% ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ได้ออกมาบอกให้เราทราบว่ามันคือเป้าหมายนะ แต่ว่าการดำเนินงานของพวกเขาจะมุ่งมั่นเพื่อที่จะให้ได้เป้าหมายประมาณนี้  เพราะพวกเขารู้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่พอเหมาะนั้นดีต่อ เศรษฐกิจ แต่อัตราเงินเฟ้อที่มากเกินไปสามารถทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ, งานของพวกเขา และท้ายที่สุด เงินของพวกเขา
และ การที่มีระดับเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อ ก็เป็นการช่วยให้นักลงทุนในตลาดสามารถเข้าใจ และคาดเดาได้ว่านาคารกลางจะจัดการกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของพวกเขายังไง
ตัวอย่างเช่น
ย้อน กลับไปในเดือนมกราคมของปี 2010  อัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นถึง 3.5% จาก 2.9% ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ด้วยอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 2% ซึ่งอัตราใหม่ที่ 3.5% นั้นเป็นอัตราที่สูงเกินกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ
ผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ (BoE) ได้ติดตามผลรายงานด้วยความมั่นใจว่ามันเกิดจากปัจจัยชั่วคราที่เกิดขึ้น อย่างฉับพลัน และเพื่อจะปรับให้อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ ระดับเป้าหมาย BoE  ก็จะใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือ
นี่คือตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า เป็นการดีที่จะรู้ว่านาคารกลางจะทำหรือไม่ทำอะไรที่มีความสัมพันธ์กับเป้า หมายอัตราดอกเบี้ย (เราเคยเขียนเรื่องความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว ถ้าใครยังไม่เข้าใจให้ไปดูได้ที่บทความก่อน
เพราะ เทรดเดอร์ต้องการความมั่นคง ธนาคารต้องการเสถียรภาพ และ สภาพเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ดังนั้นการรู้ว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อตอนนี้อยู่ที่ระดับไหน ก็จะเป็นการช่วยให้เราเข้าใจว่าทำธนาคารกลางจึงทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป


 วงจรการหมุนเวียนของนโยบายการเงิน
โดย ปรกติแล้ว การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการดำเนินโยบายการเงินจะค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นทีละ น้อย เพราะการปรับขึ้นอัตราดิกเบี้ยที่รุนแรงจะทำให้ธนาคารกลางเกิดความวุ่นวาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งระบบ ทำให้เรามักจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 0.25-1% ในช่วงระยะเวลาของการปรับอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้ง
และส่วนหนึ่งที่จะ สร้างความมั่นคงนี้คือระยะเวลาที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนอัตราตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะกินระยะเวลาหลายเดือนหรืออาจจะใช้เวลาเป็นหลายปี (เพราะปรับได้ทีละนิด) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะเหมือนกับการเหยียบเบรครถยนต์ ในขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นสามารถทำได้เหมือนกับการเหยียบคันเร่ง
ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการเงินที่จะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,578.0.html

กลยุทธ์การตั้ง Stop Loss (จุดขาดทุน)

"ทำไมราคาวิ่งมาชน Stop loss (SL) ของเราอีกแล้ว" นี่น่าจะเป็นคำถามที่เทรดเดอร์ถามตัวเองแบบเซ็งๆเป็นประจำเมื่อออเดอร์ของเราโดน SL
ที่ มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ตลาดจะทำทุกอย่างที่มันอยากจะทำ เคลื่อนไหวไปในทางที่มันอยากจะไป เทรดเดอร์ต้องเจอกับความท้าทายใหม่ๆทุกวัน ส่วนมาก็จะเป็นในเรื่องของการเมืองทั่วโลก เหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กระทั่งข่าวลือที่เกี่ยวกับธนาคารกลางที่สามารถทำให้ราคาวิ่งไปใน ทิศทางไหนก็ได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยที่คุณไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็หมายความว่า จะต้องมีเทรดเดอร์บางคนที่เปิดออเดอร์ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับราคาตลาด และต้องเสียเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าเราสามารถควบคุมได้ว่าเราจะทำอย่างไรเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์อย่าง นั้น เราสามารถปิดออเดอร์เพื่อตัดการขาดทุนในตอนนั้นเลย หรือว่าคุณจะนั่งรอคอยความหวังว่าราคามันจะกลับมาในที่ที่คุณต้องการ และถ้ามันไม่กลับมาอย่างที่คุณหวังไว้แล้วคุณปล่อยไปอย่างนั้นเรื่อยๆโดยไม่ มีการตัดสินใจ พอร์ตของคุณก็อาจจะสะอาดได้ (ล้างพอร์ต)
คำพูดที่ว่า  "Live to trade another day!" น่าจะเป็นคำขวัญของเทรดเดอร์มือใหม่ทุกคน เพราะ ยิ่งคุณอยู่รอดได้นานเท่าไหร่ คุณก็สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็จะเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จของคุณด้วย
กลยุทธ์การเทรด อีกอย่างที่สำคัญคือการ  "stop losses" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญที่เทรดเดอร์ควรจะรู้ไว้เพื่อเป็นอาวุธอย่างหนึ่งใน การเทรด การที่มีการตั้ง SL นี้ นอกจากจะช่วยตัดการขาดทุนของคุณเพื่อให้มีโอกาสในการกู้สถานการณ์แล้ว มันยังช่วยขจัดความวิตกกังวลที่เกิดจากการสูญเสียในการเทรดโดยไม่ต้องวางแผน ด้วย และความเครียดที่ลดลงมันก็เป็นผลดีในการเทรดของคุณด้วย
จุด SL ควรจะเป็นจุดที่ "ลบล้างความคิด" ในการเทรดสำหรับออเดอร์นั้นๆของคุณ ดังนั้นเมื่อราคามาถึงจุด SL มันก็น่าจะเป็นสัญญาณว่า "มันถึงเวลาที่ต้องออกจากออเดอร์นี้แล้ว"
การตั้งจะ SL นั้นมี 4 วิธี ที่เราสามารถเลือกใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน หรือเลือกแล้วแต่ความถนัดของเรา
1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
3. หยุดตามความผันผวน
4. หยุดตามเวลา


https://encrypted-tbn1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTc56U7ozJ2laT_iIk2sD9PpKMUm_VzBT_E-bIO1yRHD_5ynKz1

1. หยุดตามสัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน
การ ตั้ง SL แบบนี้เป็นการตั้ง SL แบบพื้นฐานที่สุด โดยใช้การกำหนดความเสี่ยงจากสัดส่วนของเงินทุนที่อยู่ในบัญชี อย่างเช่นว่า เราเต็มใจที่จะเสี่ยงขาดทุนได้ที่ 2% ต่อการเทรดในแต่ละครั้ง แต่ว่าเทรดเดอร์ทุกคนจะยอมรับความเสี่ยได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะรับความเสี่ยงได้ถึง 10% ในขณะที่บางคนอาจจะยอมเสี่ยงได้เพียงแค่ 1% เท่านั้น
และในการตั้ง SL คุณควรจะตั้งตามสภาวะของตลาด หรือตามกฎของระบบเทรดของคุณ ไม่ใช่ว่าตั้งตามจำนวนเงินที่คุณจะยอมสูญเสียได้
สับสนมั้ยคะ :) งั้นเรามาดูตัวอย่างกัน
นาย แดง มีบัญชีมินิ ที่มีเงินอยู่ $500 และ ขนาด Lot size ที่เขาสามารถเทรดได้คือ 10k ( ในบัญชีมินิ 10k เท่ากับการเทรดที่ จุดละ $1) แดงต้องการที่จะเทรด GBP/USD และเขาเห็นว่าราคาวิ่งอยู่แถวๆแนวต้านที่ระดับ 1.5620 เขาจึงต้องการที่จะเซล และตามกฎการลงทุนของเขาคือ เขาจะไม่เสี่ยงเกิน 2% ของเงินทุนในการเทรดแต่ละครั้ง และสำหรับการเทรดที่ขนาด 10k ของ GBP/USD แต่ละจุดมีค่า $1 และ 2% ของเงินในบัญชีแดงเท่ากับ $10 ดังแดงก็จะตั้ง SL ได้มากที่สุดที่ 10 จุด ดังนั้นแดงจะต้องตั้งจุด SL ของเขาไว้ที่ 1.5630


แต่ ว่า GBP/USD มีการเคลื่อนไหวทีมากกว่า 100 จุดต่อวัน ราคาจึงอาจจะวิ่งมาชนจุด SL ของแดงได้อย่างง่ายดาย เพราะตำแหน่ง SL นั้นจำกัดด้วยการตั้งค่าความเสี่ยงจากเงินในบัญชีของเขา และเขาตัง SL ด้วยโดยยึดตามจำนวนเงินที่เขาสามารถสูญเสียได้ แทนที่จะกำหนดตามเงื่อนไขจากการเคลื่อนไหวของ GBP/USD


 และ ในที่สุด ราคาก็วิ่งมาชน SL ของแดง เพราะว่าจุด SL ของเขาที่วางไว้น้อยเกินไป และนอกเหนือจากนั้นคือ เขาเสียโอกาสที่จะเก็บมากกว่า 100 จุดด้วย
จากตัวอย่างนี้คุณได้เห็นถึง อันตรายจากการตั้ง SL จากการใช้สัดส่วนความเสี่ยงของเงินทุน ที่บังคับให้เทรดเดอร์ต้องตั้งจุด SL ในระดับราคาที่ไม่เหมาะสมกับสภาวะของตลาดและอย่างในกรณีนี้ จุด SL ก็อยุ่ใกล้กับจุดเปิดออเดอร์มาก และเป็นการตั้ง SL ที่ไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคร่วมด้วยเลย (เห็นว่าใกล้แนวต้านก็ใส่เลย ไม่ได้วิเคราะห์อย่างอื่นร่วมเลย)
คุณรู้อยู่แล้วว่า คุณควรจะตั้ง SL ในระดับที่ราคาสามารถจะกลับตัวมาในทิศทางที่คุณคาดคิดไว้โดยไม่ชน SL ของคุณ แต่ในกรณีนี้ราคามันวิ่งไปชน SL เข้าแล้ว จึงหมดโอกาสที่จะทำกำไรได้ และ วิธีแก้ปัญหาสำหรับแดงก็คือ หาโบรคเกอร์ที่เหมาะสมกับสไตร์การเทรดและเงินทุนของเขา
ในกรณีของแดง เขาควรแก้ไขโดยการหาโบรคเกอร์ที่เขาสามารถกำหนดขนาดการซื้อขายที่เล็กลง หรือแม้แต่สามารถกำหนดขนาดเองได้ อย่างเช่น สามารถเทรดที่ขนาด 1k ในคู่เงิน GBP/USD ได้ ซึ่งแต่ละจุด จะมีค่าเท่ากับ $0.10 ซึ่งจะทำให้แดงสามารถตั้งจุด SL ได้ตามเงื่อนไขความเสี่ยงของเขาได้อย่างสบายๆ แดงจะสามารถตั้งจุด SL สำหรับการเทรด GBP/USD ได้ถึง 100 จุด ในความเสี่ยงที่ 2% ของเงินในบัญชีของเขา และตอนนี้เขาก็สามารถตั้ง SL ให้เหมาะสมกับสภาวะของตลาด รวมทั้งเป็นไปตามกฎของระบบการซื้อขาย ตามแนวรับแนวต้านแล้ว


2. หยุดตามรูปแบบของกราฟ
วิธี การหาจุด SL อีกวิธหนึ่งที่เหมาะสมมากกว่าวิธีแรกคือ ตั้งตามรูปแบบของกราฟ เป็นการตั้ง SL โดยยึดตามสิ่งที่ที่ตลาดบอกเราด้วยรูปแบบของตัวมันเอง
เรา สามารถสังเกตการเคลื่อนไหวของราคาได้ ในบางครั้งราคาก็ดูเหมือนไม่สามารถที่จะวิ่งทะลุผ่านแนวรับแนวต้านนั้นๆ และก็มีบ่อยครั้งที่ราคาวิ่งผ่านแนวรับแนวต้านไปได้ในที่สุดหลังจากวิ่งไป วิ่งมาอยู่ในกรอบแนวรับแนวต้านนั้นมาระยะหนึ่ง
การตั้งจุด SL ให้เหนือหรือต่ำกว่าระดับแนวรับแนวต้านนั้นก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลในกรณี ที่ราคาไม่ Break ระดับแนวรับแนวต้าน แต่ถ้าราคาสามารถ break กรอบราคานั้น ก็จะทำให้เทรดเดอร์อื่นๆเห่เข้ามาเล่นด้วยเมื่อเห็นการทะลุของราคา (Breakout) และเทรดเดอร์เหล่านั้นอาจจะทำให้ราคาวิ่งไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับออเดอร์ ของคุณ(ที่เล่นอยู่ในกรอบราคา) ได้ และอย่างที่คุณทราวว่าเมื่อเวลาพักตัวอยู่ในกรอบราคานั่นหมายถึงการสะสมพลัง ซึ่งเมื่อราคาเกิดการ Breakout แล้วก็มีแนวโน้มมากที่ราคาอาจวิ่งพุ่งเป็นเทรนไปในทิศทางนั้นๆ  ต่อไปเรามาดูตัวอย่างการตั้ง SL อีกอย่างหนึ่งเมื่อเกิดการ Breakout ของราคา
จากตัวอย่างเป็นการตั้ง SL โดยยึดตามแนวรับแนวต้าน


ตาม ภาพตัวอย่างเราเห็นได้ว่าราคามีการซื้อขายกันอยู่เหนือเส้นแนวรับ (สีดำ) และเมื่อราคาวิ่งทะลุผ่านแนวต้านด้านบน (สีแดง) ไปได้คุณก็คิดว่ามันการ Breakout ที่สวยงาม และคุณตัดสินใจที่จะซื้อตามแนวโน้มนั้น แต่ก่อนอื่นคุณต้องตั้งคำถามก่อนว่า ตรงไหนที่คุณจะตั้ง SL ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคาดคิดไว้ และเงือนไขอะไรที่จะบอกคุณได้ว่า ความคิดของคุณในการเข้าซื้อครั้งนี้ไม่ถูกต้อง


 ใน กรณีนี้ การตั้ง SL ที่สมเหตุสมผมมากที่สุดคือ ตั้ง SL ไว้ใต้แนวรับ (สำดำ) และเส้นเทรนไลน์ (สีแดง) และถ้าราคาวิ่งผ่านเส้นเทรนไลน์นี้ลงมาได้ ก็หมายความว่า มีแรงซื้อไม่พอและตอนนี้ผู้ขายเป็นฝ่ายควบคุมตลาด ดังนั้นความคิดของคุณในการเปิดออเดอร์ซื้อในครั้งนี้จึงเป็นความผิดพลาด และถึงเวลาที่คุณควรจะออกจากออเดอร์ของคุณและยอมรับการสูญเสีย คุณจะเห็นราคาวิ่งในลักษณะนี้ได้บ่อยมากในคู่เงิน EUR/USD

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,556.0.html

เกี่ยวกับ forex

เกี่ยวกับ forex  Forex...คือหุ้นประเภทหนึ่ง
คำ ถามหนึ่งที่เรามักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “การซื้อขาย Forex คืออะไร?” มีมานานเท่าไหร่? ตลาดใหญ่แค่ไหน? ใครคือผู้เล่นที่สำคัญ? อะไรทำให้อัตราสกุลเงินเปลี่ยนแปลงไป?
และนี่คำตอบเหล่านั้นของคุณ!
Forex คืออะไร?
Forex เป็นตลาดการค้าเสรีสกุลเงินระหว่างประเทศ ผู้ค้าสั่งซื้อสกุลเงินหนึ่งเพื่อแลกกับเงินสกุลเงินอื่น ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าอาจต้องการซื้อเงินยูโรและกับดอลลาร์สหรัฐและจะใช้บริการตลาด Forex ทำการแลกเปลี่ยน
ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า $4 ล้านล้านเหรียญในแต่ละวัน จำนวนเงินซื้อขายในแต่ละสัปดาห์มีขนาดใหญ่กว่า GDP ทั้งปีของสหรัฐอเมริกา
สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคือเงินดอลลาร์สหรัฐ
Forex มีมานานแค่ไหน?
เมื่อ โลกกำลังถูกฉีกตัวเองลงจากสงครามโลกครั้งที่สองอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ประเทศจาก 29 ประเทศจึงมาพบเจรจากันที่ Bretton Woods และตกลงกันในระบบเศรษฐกิจใหม่ สิ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดขึ้น
กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลง Bretton Woods และเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2492 อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิน 1% ทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติจาก IMF ซึ่งมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
ปลายปี พ.ศ. 2503 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่เริ่มต้นสลายตัวลง สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มากมาย ท้ายสุดแล้วในปี พ.ศ. 2514 ประธานาธิบดีนิกสัน ระงับการผูกเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขการล่มสลายของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ที่รู้จักกันว่า นิกสัน
ช็อค (Nixon shock) จนนำไปสู่​การเกิดตลาดระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราลอยตัวขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2516 โดยปี พ.ศ. 2519 ทุกสกุลเงินหลักมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
ใครเป็นผู้ซื้อขายในตลาด Forex?
มี ผู้เล่นที่แตกต่างกันจำนวนมากในตลาด forex มีทั้งที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร บางคนค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง และบ้างก็เพียงต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้เล่นต่างๆ มีดังต่อไปนี้:

    ธนาคารกลางของรัฐบาล
    ธนาคารพาณิชย์
    ธนาคารเพื่อการลงทุน
    โบรกเกอร์และตัวแทนจำหน่าย
    กองทุนบำเหน็จบำนาญ
    บริษัทประกันภัย
    องค์กรระหว่างประเทศ
    บุคคลทั่วไป

ตลาด Forex เปิดทำการตอนไหน?
ต่าง จากกับตลาดหุ้นที่มีการเปิดปิดตามเวลา ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงทั้งห้าวันในสัปดาห์ ธนาคารต้องซื้อและขายสกุลเงินตลอด 24 ชั่วโมงและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเปิดให้บริการ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินคืออะไร?
เช่นเดียวกับตลาดทั่วๆ ไป ตลาด Forex ถูกขับเคลื่อนไปโดยอุปสงค์และอุปทาน:

    หากผู้ซื้อมีมากกว่าผู้ขาย ราคาก็ขึ้น
    หากผู้ขายมีมากกว่าผู้ซื้อ ราคาก็ลง

ปัจจัยต่อไปนี้สามารถมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยน:

    ผลการดำเนินการทางเศรษฐกิจของชาติ
    นโยบายธนาคารกลาง
    อัตราดอกเบี้ย
    งบการค้าระหว่างประเทศ – การนำเข้าและการส่งออก
    ปัจจัยทางการเมือง – เช่น การเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
    ความเชื่อมั่นของตลาด – ความคาดหวังและข่าวลือ
    สิ่งที่มองไม่เห็น – การก่อการร้ายและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

แม้ จะมีปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลกก็มีเสถียรภาพมากกว่าตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และเป็นจำนวนเงินไม่มาก
ข้อดีของตลาด Forex คืออะไร?
ตลาด Forex มีข้อดีหลายประการ ดังต่อไปนี้:

    เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว และจะยังคงเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
    มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง – ทำให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้
    ผู้ค้าสามารถทำกำไรได้ทั้งจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอ่อนแอ
    ผู้ค้าสามารถลงคำสั่งซื้อระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในตลาดอื่นๆ
    ตลาดจะไม่ได้ถูกใครควบคุมไว้
    ค่านายหน้าซื้อขายต่ำมากหรือแทบจะไม่มีเลย
    ตลาดจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันธรรมดา

ขั้นตอนการเปิดบัญชีโปรดคลิ๊ก

ประวัติของ FOREX
ตลาด แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เราเห็นในทุกวันนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1973 เนื่องจากระบบ Bretton Woods ของอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ถูกยกเลิก เพราะผลพวงของการสลับไปยังอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ นักค้าเงินเหล่านี้ทำการซื้อขายในลักษณะเก็งกำไรค่อนข้างมาก และเป็นสาเหตุให้ความผันผวนของค่าเงินเพิ่มสูงขึ้น

*** มีบริษัทเถื่อน หลายบริษัทที่เปิดในไทย แล้วเอา Forex มาอ้างนะครับ Forex ในไทยยังไม่อนุญาติให้เปิดดำเนินการ แต่นักเล่นหุ้นบางคนเค้าบอกว่า ... Forex ดีกว่าหุ้นไทย


เพราะปั่นได้ยาก และยังมีเวลาเล่นได้ 24 ชม.ถึง 5 วัน ทำกำไรได้เยอะ เพราะรอดูการเปลี่ยนแปลงของหุ้นได้นาน ..แต่ที่พวกเราเล่น เล่นใน server ต่างประเทศที่มีสมัครจำนวนมาก
รวมไป ถึงแบบ Broker ยังมีห้องแชทให้พูดคุยกันแบบสดๆตลอดเวลา เพื่อสอบถามปัญหาต่างๆรวมถึงเทคนิด แนวโน้ม ของกราฟ ทั้งนี้ห้องจะแยกออกเป็นหมวดต่างๆ
รวมถึงแยกเป็นประเทศต่างๆด้วยเพื่อความสะดวกในการใช้งานของสมาชิก**************



FOREX คืออะไร
แรก สุด FOREX คือเครื่องมือทางการเงินขนาดใหญ่ที่เอื้อให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้แม้ค่าเงินใน ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความผันผวนเพียงเล็กน้อย ขอบข่ายของ FOREX นั้นมีขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ ไม่มีตลาดโภคภัณฑ์ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือตลาดหุ้นใดที่สามารถเทียบเท่ากับ FOREX
ประการ ที่สอง FOREX คือระบบโลกอันทรงพลังที่สุดที่ไม่ได้มีศูนย์เพียงแห่งเดียว การดำเนินการซื้อขายมีขึ้นแบบไม่มีวันหยุดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยมีการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ปอนด์อังกฤษ (GBP), ยูโร (EUR), ดอลลาร์สหรัฐ (USD), เยน (JPY), ฟรังค์ (CHF), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และอื่นๆ อีกมากมาย ธนาคาร ผู้ดูแลสภาพคล่องของตลาด รวมถึงนายหน้า นายหน้าอิสระ (เช่น EXNESS) นักลงทุนและเทรดเดอร์ต่างๆ จะซื้อและขายสกุลเงินบน FOREX
วัตถุประสงค์ ของการซื้อขายบน FOREX จะเหมือนกับตลาดอื่นๆ คือ ซื้อสินค้าในราคาถูกและขายให้ได้ราคาเดิมหรือราคาที่สูงกว่า เมื่ออยู่บนตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินค้าคืออัตราแลกเปลี่ยนของประเทศต่างๆ และแต่ละสกุลเงินจะมีราคา ธนาคารต่างๆ จะทำธุรกรรม FX สำหรับการชำระราคาระหว่างคู่สัญญาจากประเทศต่างๆ เพื่อการชำระเงินระหว่างรัฐ การดำเนินการเก็งกำไร ฯลฯ การเสนอราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และแสดงปฏิกิริยาต่อการซื้อขายจำนวนมาก เครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจและเครื่องบ่งชี้อื่นๆ อัตราดอกเบี้ย การดำเนินการของธนาคาร เวลาในแต่ละวัน และสิ่งเลือกใช้และความคาดหวังของเทรดเดอร์
เป้าหมายของเทรดเดอร์คือ กำหนดทิศทางของค่าเงิน ซื้อสกุลเงินที่กำลังแข็งค่าขึ้นและขายสกุลเงินที่มีราคาลดลงเพื่อทำกำไร ด้วยการแปลงค่าเงิน
เมื่อก่อน คนธรรมดาไม่สามารถซื้อขายใน FOREX ได้เนื่องจากหากต้องการดำเนินการในตลาดนี้ บุคคลนั้นจำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ดี ด้วยพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตและนายหน้า ทำให้ในปัจจุบันเกือบทุกคนสวมบทบาทเป็นเทรดเดอร์ได้
Blog นี้จึงเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ทุกคนได้รู้จัก FOREX ไม่ว่าเทรดเดอร์นั้นจะมีระดับความเป็นมืออาชีพและมือใหม่ก็ตาม
ธุรก รรมการซื้อ-ขายสกุลเงินของเราจะดำเนินการผ่านรูปแบบการซื้อขายด้วยโปรแกรม Meta Trader 4 ที่ใช้งานได้ง่ายๆ เมื่อใช้ Meta Trader 4 เทรดเดอร์ทุกรายสามารถรับการเสนอราคาได้ในโหมดเวลาจริงจากผู้มีส่วนร่วมใน ตลาด เช่น ธนาคารและตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุด เทอร์มินัลจะแสดงกราฟิกการเปลี่ยนแปลงราคาในปัจจุบันสำหรับเงินทุกสกุล เทรดเดอร์เพียงแค่เข้าสู่พื้นที่ส่วนบุคคล(login account)ในโปรแกรม MT4 เพื่อซื้อหรือขายสกุลเงินที่เลือกผ่านบัญชีการซื้อขายของตัวเอง

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,543.0.html

บทที่ 1 ทำความรู้จักทองคำก่อนการลงทุน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคนเถ้าคนแก่ หรือ อาจจะกระทั่งตัวเองได้เคยซื้อ (ถ้าแก่พอ) ทองคำบาทละ 400 บาท สมัยนั้น (ปี พศ.2516) ทองคำ 1 ออนซ์ ถูกกำหนดตายตัวไว้แค่ 42.22 ดอลล่าร์ อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 20 บาทกว่าๆครับ วันนี้ ราคาระดับหมื่นกว่าบาทแล้ว และอาจจะไปถึง 2หมื่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เกิดอะไรขึ้นกับทองคำ ใครไม่รู้ประวัติ ก็มาฟังผมเล่าฉบับย่อสุดๆ (เพราะรู้นิดเดียว ฮิฮิ)

สมัยก่อน ราวปี 1875-1914 ทองคำถูกใช้เป็นมาตรฐานระบบการเงิน ซึ่งกำหนดความแตกต่างด้วยปริมาณทองคำสำรองระหว่างสกุลเงินของ 2 ประเทศ ระบบนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติเพราะต้องสำรองทองคำในปริมาณมหาศาลเพื่อรักษาดี มานด์/ซัพพลายทางการเงินให้มีเสถียรภาพ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่หลังสหรัฐตั้งตัวเป็นเจ้าโลกแทนอังกฤษที่เสื่อม อำนาจลง เรียกว่า ข้อตกลงเบรตัน วูดส์ ใน ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเวลาต่อมา
หนึ่ง ในสาระสำคัญของเบรตัน วูดส์คือ การตีค่าตายตัวเอาไว้ว่า 35 ดอลลาร์เท่ากับทองคำ 1 ออนซ์ และเงินสกุลทั่วโลกจะผูกค่าเอาไว้นิ่งกับค่าดอลลาร์ อำนาจครอบงำจากดอลลาร์จึงเกิดขึ้น

เงินดอลลาร์กลายเป็นเงินสากลและ ถูกนำไปใช้ทั่วโลก และตกค้างในประเทศต่างๆในจำนวนพอๆกับในสหรัฐฯ เมื่ออเมริกันกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม และช่วงสงครามเย็น ภาระที่แบกรับมากเกินของรัฐบาลอเมริกัน ทำให้ดอลลาร์เริ่มมีค่าน้อยลงกว่าทองคำ สหรัฐขาดดุลการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศเริ่มแคลงใจ สงสัยว่าสหรัฐพิมพ์แบงค์ออกมาใช้มากกว่าทองคำที่เป็นทุนสำรองอยู่ จึงนำดอลล่าร์ไปแลกทองคำกลับมา และแน่นอน สหรัฐไม่มีปัญญาหาทองคำมาให้แลกคืนได้พอหรอก เพื่อปกป้องค่าดอลลาร์ไว้ ใน ค.ศ. 1971 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยนั้น ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์คงที่กับทองคำ ยุติการซื้อขายทองคำกับดอลลาร์เอาดื้อๆ เป็นการฉีกข้อตกลงเบรตันวูดส์อย่างสิ้นเยื่อใย และแน่นอน ประเทศอื่นก็ทำอะไรไม่ได้

สหรัฐเป็นผู้ที่มีทองคำเป็นทุนสำรองมากที่ สุดในโลกด้วยเหตุนี้ละมั๊งครับ ทั้งที่ขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่ตั้งตัวเองขึ้นเป็นเจ้าโลก ประเทศอื่นเอาทองคำไปแลกกระดาษดอลล่าร์มาเพื่อใช้เป็นทุนสำรองในการซื้อขาย ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ข้าวสาร สากกะเบือ เรือรบ เพราะระบบการเงินที่เอาตัวเองเป็นแกน พอระบบที่ตัวเองตั้งขึ้น มันไปไม่ได้ เพราะตัวเองใช้เกินตัว ก็ชักดาบเอาดื้อๆ โดยไม่มีใครกล้าหือ

แล้วทำไมเราต้องไปยุ่งกับดอลล่าร์ด้วย?
- เพราะสหรัฐเป็นผู้ที่ถือครองทองคำมากที่สุด มีอิทธิพลในการกำหนดราคาทองคำมากที่สุด
- เพราะทองคำ ถูกกำหนดมูลค่าเป็นดอลล่าร์ ความสัมพันธ์จึงแนบแน่นเกินจะหลีกเลี่ยง
นวัต กรรมทางการเงินใหม่ๆที่สหรัฐประดิษฐ์ขึ้น ล้วนเป็นที่มาของฟองสบู่เศรษฐกิจที่แตกมาหลายครั้ง และสะเทือนไปทั่วโลก รวมถึงนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งเป็นที่มาของวิกฤติซัพไพร์มที่กำลังลามทั่วโลกขณะนี้ ทั้งหมด ยังคงเกิดจากพฤติกรรมกร่าง ใช้จ่ายเกินตัวเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมาครับ และคงไม่ต้องเดาเลยว่า มูลค่าทองคำจะสูงขึ้นไปได้อีกขนาดไหน เมื่อเทียบกับดอลล่าร์

 ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,471.0.html

การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยงขนาดไหน


การ ลงทุนในทองคำมี ความเสี่ยงขนาดไหน  ทุกคนรู้อยู่แล้วมาทองคำเป็นสิ่งที่มีความผันผวน แม้จะเล็กน้อย ก็มีความผันผวนทำให้การลงทุนนั้น ไม่ชัดเจนว่าจะได้กำไรจากทองคำ100% ดังนั้น การยอมรับความเสี่ยงในระดับหนึ่งจะทำให้ผู้ที่ลงทุนในทองคำนั้นอุ่นใจ และ การกล้าจะถือกำไรยาวๆ เมื่อทองคำกำลังขึ้น พร้อมๆกับข่าว หรือ พร้อมที่จะตัดใจขาย เมื่อทองคำไม่ ขึ้นต่อแล้ว และเมื่อไรจะรู้ว่าทองคำขึ้นจนหมดแรงหรือลงจนสุดแรงแล้ว ก็ต้องดูข่าว พร้อมๆกับการวิเคราะห์ในแนวทางของตัวเอง ว่า มั่นใจได้สักแค่ไหน หากมั่นใจแล้ว การลงทุนในทองคำก็เปรียบเสมือนการเล่นหมากฮอท หากเดินถูก ก็กินเขา หากเดิน ผิด ศัตรูก็จะกินเรา เหมือนกับตลาดทองคำ มีได้ ก็ต้องมีเสีย ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดก็คือ 50/50 สำหรับทองคำ แต่หากใครที่ได้ เล่นทองคำและพอรู้จักทางจับทางได้แล้ว ก็จะลดความเสี่ยง และ รู้ว่าควรเล่นยังไงกับทองคำ ทุกวันนี้เศรษฐกิจทางการเมืองหรือประเทศไม่ค่อยดีทองคำก็จะวิ่งไปเรื่อยๆ ตามราคาที่เหมาะสมของตัวมันเอง และ หาก วันไหนคนไม่มั่นใจในการลงทุนกับเงินตรา วันนั้น ก็จะเป็นวันของทองคำจะกลายเป็นกระทิงดุต่อไป

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,469.0.html

3 กุญแจสำคัญในการเทรดฟอร์เร็ก Forex

3 กุญแจสำคัญ ในตลาดที่ต้องใส่ใจ เมื่อเทรดฟอร์เร็กซ์
นัก เทรดฟอร์เร็กซ์ ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ นั้น จะให้ความสาคัญในเรื่องกลยุทธ์การเทรดเกี่ยวกับการใช้ เครื่องมือ Indicator เช่น Moving Averages และ เส้นเทรนด์ไลน์ เมื่อเทรดยูโร หรือ เงินปอนด์ พวกเขาไม่ค่อยดูทิศทาง อย่างอื่นประกอบในการตัดสินใจในการเทรด แต่ว่า ปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ บางครั้งก็สามารถเป็นกุญแจสำคัญ ในการ ทำกำไรได้ และส่งผลต่อการขาดทุนของคุณในตลาดฟอร์เร็กซ์ได้เช่นกัน

หลายปีมานี้ ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ได้ใส่ใจกับตลาดอื่น ๆ เพื่อมายืนยันทิศทางในการเทรด และยังใช้โปรแกรม ที่รุดหน้า ด้วยความที่เป็นมืออาชีพของพวกเขานั้น สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตลาด ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึง การเคลื่อนไหวของการลงทุน ที่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือ ทิศทางแตกต่างกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้เรียกว่า ค่า Correaltion ที่เกิดขึ้นในตลาดเหล่านี้ เช่น น้ำมันดิบ ดัชนีดอลล่าร์แคนาดา ราคาฟิวเจอร์ทองคำ และ ดัชนีค่าเงิน ดอลล่าร์ออสเตรเลีย และ ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น เงินเยนเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ หรือแม้แต่ พันธบัตรระยะสั้น ของรัฐบาลญี่ปุ่น

มาดูว่า ตลาดอื่นนั้นมีความสำคัญ หรือ อิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดฟอร์เร็กซ์ เป็นอย่างไร

เชื่อหรือไม่ว่า อัตราแลกเปลี่ยนและตลาดพันธบัตร มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ทิศ ทางของตลาดสินทรัพย์ทั้งสองตัวนั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของ ประเทศ และ นโยบายทางการเงิน ของประเทศนั้น ๆ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแกร่ง นักลงทุนจะซื้อพันธบัตรซึ่งเสนอมาจากประเทศนั้น ๆ ดังนั้น เราต้องดูว่า มีอัตราผลตอบแทนที่สูงและคงที่อย่างต่อเนื่องหรือไม่เพราะว่ามันจะส่งผลไป ถึง อุปสงค์ ของค่าเงิน ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย และด้วยเหตุนี้ควรจะให้ความสำคัญ กับอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อนักลงทุนต่างชาติสนใจ ที่จะลงทุนในประเทศนั้น (และลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน) มันก็จะมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ อัตรา แลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ทำให้เงินเปลี่ยนมือจากอีกมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่ง

และ นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ จะดูเรื่องของผลตอบแทนของพันธบัตรอายุระยะสั้นด้วย เพื่อยืนยันการเกิดเทรนด์ในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในสินทรัพย์ทางการเงินตัวหนึ่ง สามารถทำนาย หรือ ยืนยันการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทางการเงินตัวอื่นได้

คู่เงินหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์นี้ได้ดีคือ ค่าเงินดอลล่าร์เทียบกับค่าเงินเยนญี่ปุ่น ( USD/JPY) ในตลาด ฟอร์เร็กซ์ ค่าเงิน USD/JPY นั้นเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นของรัฐบาลญี่ปุ่น โดย ทั่วไปแล้ว พันธบัตรอายุสองปี ตามรูปที่ 1 ที่เราเห็น จะเห็นว่า รูปแบบ จะปรับตัวขึ้นตลอดปี 2010 และในตลอด ช่วงเวลานี้ การเก็งกำไรในตลาดได้เกิดขึ้นทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และถ้าเป็นไปอย่างนี้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ผู้ส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นด้วย ได้เร็วกว่าทางสหรัฐฯ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นมีการเจริญเติบโตมากกว่า และผลดังกล่าว จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศ จะสนใจให้การลงทุนในเอเชีย ในพันบัตรของรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งอุปสงค์จะช่วยทำให้ ค่าเงินของญี่ปุ่นแข็งค่าเงิน เมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปถึงเดือนกันยายนปี 2010


ภาพที่ 1 ที่มา : Bloomberg


เครื่อง มือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ เช่น อนุพันธ์ค่าเงิน ก็เป็นตัวยืนยันที่ดีเยี่ยม ของทิศทางการเคลื่อนไหว ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ ฟอร์เร็กซ์

ในตลาดทุน โบรกเกอร์หุ้น และ นักเทรด จะคอยดูปริมาณการเทรด เพื่อยืนยันน้ำหนักในการเกิดเทรนด์ นักเทรด ค่าเงิน ก็จะใช้ฟิวเจอร์ของค่าเงิน ในการสังเกตอุปสงค์ของค่าเงินตัวที่อ้างอิงนั้น ๆ ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ สามารถใช้ ในการทำนายอุปสงค์ในอนาคต ของค่าเงิน และยังใช้ทำนายอุปสงค์ ของตลาดโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน

แม้ว่า นักวิเคราะห์หรือนักกลยุทธ์บางคน จะมองในเรื่องของออร์เดอร์ที่ไม่ได้หวังทำกำไร และออร์เดอร์ที่ หวังทำกำไรด้วย

– ประเด็นคือ การดูออร์เดอร์ที่ไม่ได้หวังทำกำไรเป็นหลัก ออร์เดอร์ที่ไม่หวังทำกำไรนั้นมีอยู่จริง เคล็ดลับคือ การดูอุปสงค์ที่มีอยู่ ในค่าเงินเพื่อที่จะยืนยันทิศทางของตลาด (ตัวอย่าง สัญญาฟิวเจอร์ที่ เปิดสถานะไว้มีสูง ในค่าเงินดอลล่าร์ออสเตรเลีย) ด้วยเหตุนี้ กำไรของออร์เดอร์เหล่านั้น ได้มาจากการที่ตลาดนั้น เคลื่อนไหว ด้านใดด้านหนึ่ง
- เพื่อที่จะป้องกันการเกิดราคาเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าเทรดเดอร์ทุกคน ซื้อในตลาด จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อพวกเขาอยากขาย ? (ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น ไม่ใช่หนทางเดียวสาหรับนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร ในการทำเงิน ยังมีการทำกำไรจากฟิวเจอร์ของค่าเงินอีก)

วันที่ 19 ธันวาคม 2010 ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 90 วันทำการ นักเทรดจะทำการเทรดด้าน ดอลล่าร์ เนื่องจากว่า ภาวะหนี้เสียของสหภาพยุโรปที่ลุกลาม และเทรดเดอร์เหล่านี้จะ Sell ฟิวเจอร์ส ของค่าเงิน ยูโร ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันจากการทำกำไรจากค่าเงิน EUR/USD เนื่องจากมันร่วงลงไปจนถึง $1.3080 หลังจากที่มัน ถึงจุดแนวรับทางเทคนิค นักเทรดเริ่มมีการทำกำไร ซึ่งนำไปสู่การเกิดการกลับตัว ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น และสร้าง ผลตอบแทนได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าใครซื้อไปวันนั้น



รูปที่ 2 ที่มา: FX Intellicharts


ตลาด Credit Default Swap.
เป็น ตลาดที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่องมือ CDS สามารถช่วยให้เห็นทิศทางของค่าเงิน ในระยะยาวได้ดี เช่นกัน CDS เพิ่งจะเป็นที่รู้จัก และใช้กันอย่างกว้างขวางเมื่อเกินกว่า 14 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันก็คือ สัญญาที่ออกแบบไว้เพื่อป้องกันออร์เดอร์ของฝั่งผู้ซื้อ ต่อดัชนี้ความเชื่อมั่นต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการกองทุน สามารถซื้อเครดดิต มูลค่า 100 ล้านเหรียญ ในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น โดยการจ่ายค่าพรีเมียม และเมื่อเหตุการณ์ ภาวะวิกฤติเกิดขึ้น ผู้จัดการกองทุนจะได้ค่าชดเชยพัมธบัตรคืน ดังนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจาก ฟิวเจอร์สค่าเงิน CDS เป็นตัวหนึ่งที่จะบอกได้ว่าตลาดกับอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือขาลง

ในช่วง ที่เกิดวิกฤตหนี้สิน ในปี 2010 CDS เป็นตัวยืนยันถึงความขมขื่นของสภาวะตลาดสินทรัพย์ ทางการเงิน ของ ยุโรป ตอนนั้น CDS พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติกาล ประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง สหรัฐฯ อังกฤษ พอใจกับอัตรา Swap Rate ที่เฉลี่ย 50 จุด Swap ของกรีซสูงกว่าตอนนี้ถึง 15 เท่าตอนที่เกิดวิกฤติหนี้สินใจกรีซ ความแตกต่าง ของ Swap Rate ที่มากมายนี้ยืนยันการเกิดการเทขายค่าเงินยูโรแกว่งตัวถึง 20 % ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนครึ่ง

เมื่อเราใช้เครื่องมือข้างต้น เหล่านี้สามารถยืนยันการตัดสินใจในการเทรดของเราได้เป็นอย่างดี เพื่อทำให้ผลตอบ แทน ของการลงทุนมากยิ่งขึ้น ด้วยความเชื่อมโยงกันที่มากขึ้น ของตลาดโลกทุกวันนี้ และต้องพยายามเข้าใจ ความสัมพันธ์ ของตลาด เพราะว่ามันช่วยให้นักลงทุนได้กาไรเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพวกมัน

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,147.0.html

กระบวนการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค

กระบวนการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค
มีที่มาหรือแนวความเชื่ออยู่ 3 ประการคือ

1. พฤติกรรมของราคาหุ้น ได้ดูดซับทุกสิ่งออกมาแล้ว
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลต่ออุปสงค์ อุปทานของหุ้น
ข้อมูลสำคัญของการวิเคราะห์จะพุ่งไปที่ปริมาณการซื้อขาย

2. ราคาจะเคลื่อนไหนไปตามแนวโน้มเดิม จนกระทั้งแนวโน้มเดิมหมดลงจริงๆ

3. พฤติกรรมในอดีตมักจะซ้ำรอยในตัวมันเอง "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"

จะเห็นได้ว่ากระบวนการคิดต่างๆในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น พื้นฐานจริงๆมาจากจิตวิทยาของมนุษย์
ดัง นั้น การวิเคราะห์การเหมือนกับการเทรดโดยจิตวิทยาของนักลงทุน ไม่ใช่เทรดโดยการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนที่เทรดแล้วอ้อนวอนสิ่งสักสิทธ์ เขาเรียกกันว่า "นักพนัน"

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,106.0.html

การวิเคราะห์ก่อนเทรด

ก่อนที่เราจะลงมือเทรดค่าเงินนั้น เราควรมีการวิเคราะห์ เพราะ Forex ไม่ใช้การพนันจึงเล่นตามอารมณ์ไม่ได้ ถ้าเราเล่นตามอารมณ์ มันก็เหมือน เทน้ำลงบนทราย เราเทน้ำเท่าไรหรือลงทุนเท่าไรก็หายหมด ดั้งนั้นเราควรเล่นเงินปลอมให้ชำนาญก่อนนะ อย่าใจร้อน

การวิเคราะห์มีอยู่ 2 ชนิด
- ซึ่งคุณสามารถใช้เมื่อเข้าถึง forex การวิเคราะห์มูลฐาน และการวิเคราะห์ทางเทคนิค มักจะมีการถกเถียงกันอยู่เสมอว่า การวิเคราะห์แบบไหนดีกว่า, แต่ ตามความจริงแล้ว เราจำเป็นต้องรู้ทั้งสองบ้างเล็กๆน้อย ดังนั้น มาดูเป็นอย่างเป็นอย่างไป จากนั้นจะได้นำมาใช้ร่วมกันได้

1.การวิเคราะห์มูลฐาน
คือ วิธีดูตลาดผ่านปัจจัยอิทธิพล ทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองที่มีผลกระทบต่อ ปริมาณและความต้องการ อุปสงค์/อุปทาน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ คุณดูว่าเศรษฐกิจของใครกำลังไปได้ดี, และของใครกำลังแย่ แนวความคิดเบื้องหลังการวิเคราะห์ชนิดนี้ก็คือ เศรษฐกิจของใครก็ตามที่กำลังดี เงินตราของเขาก็ต้องดีด้วยเช่นกัน นี้เพราะว่า ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศดี ประเทศอื่นๆยิ่งมีความเชื่อมั้นมากในเงินตรานั้น เป็นต้นว่า, ดอลลาร์แข็งขึ้นเพราะ เศรษฐกิจของอเมริกากำลังแข็งแรง ถ้าอัตราดอกเบี้ยของอเมริกาสูงขึ้นเรื่อยๆ ค่าของเงินดอลล่าก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน และนี้เองคือสิ่งที่เราเรียกว่าการวิเคราะห์มูลฐาน ในหลักสูตร ภายหลัง เราจะได้เรียนว่าเหตุการณ์ข่าวประเภทไหนกัน ที่ผลักดันค่าเงินตราได้มากที่สุด ตอนนี้ให้รู้แค่ว่าการวิเคราะห์มูลฐานของ forex คือ วิธีวิเคราะห์เงินตราผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ

2.การวิเคราะห์เชิงเทคนิค
คือ การศึกษาของการเคลื่อนไหวของราคา วิเคราะห์ทางเทคนิค = วิเคราะห์กราฟ (chart) แนวความคิดนี้ ก็คือเราสามารถดูประวัติการเคลื่อนไหวของราคา และอาศัยการขยับตัวของราคา ตัดสินคาดได้ในระดับหนึ่งว่าราคาจะไปที่จุดไหน โดยดูที่กราฟ คุณสามารถระบุแนวโน้ม และรูปแบบ ที่สามารถช่วยให้เห็นโอกาสดีในการชื้อขาย สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ แนวโน้ม! คนจำนวนมากมีคำพูดอยู่ว่า แนวโน้ม คือ เพื่อนของคุณ . เหตุผลคือ คุณอาจทำเงินได้มากกว่า เมื่อคุณสามารถค้นพบ แนวโน้ม แล้วซื้อขายในทิศทางเดียวกัน การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถช่วยคุณระบุแนวโน้มเหล่านี้ในขั้นต้นๆ ของมัน และเพราะฉะนั้น(ผมเพิ่งพูดว่าเพราะฉะนั้นใช่ไหม )จึงช่วยให้ คุณได้โอกาสซื้อขายทำกำไรมาก

ดังนั้น การวิเคราะห์แบบไหนดีกว่า?
คำ ตอบ คือ ไม่ใช่แบบใด ทั้งนั้น คุณต้องการการวิเคราะห์ทั้งสองชนิดที่จะเป็นนักค้าที่สมบูรณ์ นี้ คือ ตัวอย่างของการโฟกัสใช้การวิเคราะห์เพียงชนิดเดียวที่นำไปสู่ความหายนะ

สมมุติ ว่าคุณดูที่กราฟของคุณ และ คุณเห็นโอกาสดีที่จะซื้อขาย คุณรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก คิดอยู่ว่เม็ดเงินกำลังจะตกลงจากท้องฟ้าแล้ว(เหมือนกับฝน) คุณพูดกับตัวคุณเอง "โห..เราไม่เคยเห็นโอกาสซื้อขายที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อน เจ้ากราฟคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา" จากนั้น คุณก็ดำเนินการเข้าซื้อขายด้วยรอยยิ้มด้วยความมั่นใจ. แต่เดี่ยวก่อน .. ทันทีทันใด ราคาซื้อขายก็ขยับวูบไปถึง 30 จุด ในทิศทางตรงกันข้าม ! คุณรู้น้อยไปหน่อยว่า อัตราดอกเบี้ยได้ลดลงไปแล้วสำหรับเงินตราของคุณ และขณะนี้ทุกๆคนกำลังซื้อขายในทิศทางตรงกันข้าม คุณเพิ่งสูญเสียเงินไปหนึ่งก้อน ทั้งหมดนี้เพราะ คุณเพิกเฉยโดยสิ้นเชิงต่อการวิเคราะห์มูลฐาน

สรุป
-การวิเคราะห์มีอยู่ 2 ประเภท : เชิงมูลฐาน และทางเทคนิค
-การ วิเคราะห์มูลฐาน คือการวิเคราะห์ตลาดผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ( ตัวอย่างเช่น ดอลลาร์แข็งขึ้นเพราะเศรษฐกิจของอเมริกากำลังแข็งแกร่งขึ้น หรือ การเปลี่ยนผู้นำ)
-การวิเคราะห์ทางเทคนิค คือการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวราคา การวิเคราะห์ทางเทคนิค = กราฟ
-การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังช่วยระบุแนวโน้มที่สามารถช่วยเราค้นพบโอกาสทำกำไรในการซื้อขาย
-เพื่อเป็นนักค้าที่สมบูรณ์, คุณต้องประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ทั้งสองร่วมกัน

ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,56.0.html

TAG

กระทิง (1) กราฟ (21) กราฟเหวี่ยง (1) กลยุทธ์ (12) กลยุทธิ์ (2) กองทุน (1) การเก็งกำไร (1) การขาดทุน (3) การคำนวณ (2) การเงิน (1) การชื้อขาย (1) การใช้ Ichimoku (1) การใช้ MACD (1) การซื้อขาย (15) การตัดสินใจ (1) การทบทวน (1) การทำกำไร (1) การเทรด (23) การเทรด Forex (2) การธนาคาร (1) การเรียนรู้ (1) การลงทุน (12) การเล่นเทรด (1) การเล่นหุ้น (3) การวางแผน (10) การวางเเผน (1) การวิเคราะห์ (17) การวิเคราะห์ทาง (1) การสร้างระบบ (1) กำไร (29) ข่าว (3) ข่าวforex (1) ความแตกต่าง (2) ความน่าจะเป็น (1) ความผันผวน (1) ความสำคัญ (1) ค่าเงิน (1) คำนวณ (3) เงินตราสกุล (1) เงินทุน (1) เงินเฟ้อ (1) จังหวะ (12) จำกัดวงเงิน (1) จำนวนจุด (1) จิตใจ (4) จิตวิทยา (8) จุด (7) จุดตัดขาดทุน (1) จุดปิดเก็บกำไร (1) จุดสูงสุด (1) ช่วงระยะเวลา (1) ซิกเนล (1) ซื้อขายหุ้น (1) ซื้อขายforex (5) ไซค์เวย์ (1) ดอลล่าร์ (1) ดัชนี (1) เดโม (1) เดโม่ (1) ตลาด (2) ตลาดเงิน (1) ตลาดโลก (1) ตลาดหลักทรัพย์ (1) ตลาดหุ้น (8) ตลาด forex (9) ตลาด Future (1) ทฤษฎี (5) ทฤษฏี (2) ทองคำ (1) ทักษะ (6) ทักษะใหม่ ๆ (1) ทัศนคติ (1) ทิศทาง (18) เทคนิค (16) เทรด (5) เทรดเดอร์ (12) เทรด forex (4) เทรน (3) แท่งเทียน (3) นักเทรด (3) นักลงทุน (8) นักเล่นหุ้น (2) นักวิเคราะห์ (2) แนวคิด (4) แนวต้าน (4) แนวทาง (2) แนวโน้ม (16) แนวรับ (4) บทความ (3) บทวิเคราะห์ (1) บัญชี (1) บัญชี Forex (1) บัญชี MINI (1) เบิกจ่าย (1) โบรก (2) โบรกเกอร์ (12) โบรกเกอร์ exness (1) โบรกเกอร์EXNESS (1) โบรเกอร์ (1) โบรก Exness (1) โบรก instaforex (1) โบรค (1) โบรคเกอร์ (8) โบรคเกอร์ forex (4) ปัจจัย (2) เป้าหมาย (12) เปิดสอน forex (1) เปิดสอน forexฟรี (1) ผลกำไร (1) แผนการเทรด (1) แผนการลงทุน (1) ฝากเงินผ่าน Ibanking (1) พอร์ต (10) พอร์ท (1) พัฒนา (1) พื้นฐาน (10) ภาวะกระทิง (1) ภาวะหมี (1) ภาษี (1) มีสติ (1) มุมมอง (1) โมเดล (1) ระบบ (1) ระบบการเทรด (1) ระบบเทรด (2) ระบบเทรด forex (2) ระยะเวลา (5) รับเทรด (1) ราคา (8) ราคาทอง (1) ราคาสอน forex (1) ราคาหุ้น (4) ลักษณะ (1) ล้างพอร์ต (1) เลขทศนิยม (1) เล่นหุ้นออนไลน์ (1) เล่นforex (4) แลกเปลี่ยนเงิน (1) โลกทัศน์ (1) วัฏจักร (1) วัฏฏะ (1) วิเคราะห์ (1) วิเคราะห์กราฟ (2) วิจัยตลาดหุ้น (1) วิธีการสมัครเปิดบัญชี Exness (1) วิธีสมัคร FBS (1) วิธีสมัคร HotForex (1) วิธีสมัคร InstaForex (1) วิธีสมัคร IronFX (1) วิธีสมัคร ROBOforex (1) วิธีสมัคร WelTrade (1) วินัย (1) ศึกษา forex (1) เศรษฐกิจ (8) สกุลเงิน (7) สติ (1) สถิติ (1) สภาวะตลาด (2) สภาวะเศรษฐกิจ (1) สมัครforex (1) สวิง Low (1) สอนเทรด (1) สอนเล่น (1) สัญญาณ (6) สำเร็จ (1) เส้นค่าเฉลี่ย (1) หุ้น (1) หุ้นforex (4) อการเล่นหุ้น (1) ออเดอร์ (5) ออร์เดอร์ (5) อัตราดอกเบี้ย (2) อัตราแลกเปลี่ยน (2) อ่านข่าวforex (1) อิดิเคเตอร์ (1) อินดิเคเตอร์ (1) อินดี้ (1) โอกาส (16) Actual (2) adopt (1) Advance (1) Anchoring (1) apprentice (1) Ask (5) available (1) Available Margin (1) average (3) Averages (1) backtest (1) Balance (4) Base Currency (5) base line (1) Basic (3) Bid (5) Bid Price (1) Bilateral Patterns (1) Body (1) bombarding (1) Bottom (1) Breakaway (1) breakout (4) Broker (3) Butterfly (1) Buy (4) CandleStick Chart (1) Candle Time (1) Cent (4) chart (2) Chart Pattern (1) Classic (1) cmFX (3) COLH (1) Common Gap (1) Connnection Bridge (1) Continuous Patterns (1) Contractionary (1) Convergence (1) Convergence Bearish (1) Correction (2) Counter (1) Currency Risk (1) Custom (1) Cut Loss (4) Daily (3) DAX (2) day trade (1) Day Trader (1) DEGREE (1) Demand (1) Demo (3) Descriptions (1) Desk (1) Disposition effect (1) Divergence (6) Dont Limit (1) Double Bottom (1) Dow Jones Industrial (1) downfalls (1) Downside (1) downsides (1) Down Trend (1) Dragonfly Doji (1) Drawdown (1) Duration (1) EA (1) Ecurrency (1) ELLIOTT (3) Elliott Wave (1) EMA (1) EMA200 (1) Employment Change (2) Engulfing Bar (1) Equity (1) exness (6) exposes (1) Factory (1) Fake (1) Favorite (1) FBS (1) fibo (2) Fibonacci (12) Filspay (1) Financial Leverage (1) first support (1) Floor Trader (1) Forecast (1) Foreign Exchange (2) FOReign Exchange market (1) forex (28) forex กับ หุ้น (1) forex กับ Futures (1) forex คืออะไร (1) forex ดาวน์โหลด (1) forex broker (9) forex factory (1) forexpros (1) forex technical analysis (1) Four-Price (1) Fractal (1) fund (1) FXClearing (1) FX Quote (2) Gap (1) Gartley (1) Gold (1) Golden cross (1) Gold Future (2) Graph (1) Gravertone Doji (1) Guide (2) Harmonic (1) Hedge Fund (1) Hedging strategy (1) High (7) Histogram (2) Histoream (1) HotForex (1) Ichimoku (2) IMF (1) Index (4) Indicator (11) Indicators (3) industrial average (1) initial (1) instaforex (1) Install (1) Instrument (1) Interest Rate (1) IronFX (1) jpeg (1) lean (1) Level (3) Levels (1) leverage (12) Limit (2) Login (1) Long (4) Long-Legged (1) Long Term Trader (1) loss (1) Loss Aversion (1) lot (13) Lots (1) Lot size (1) Low (4) MA (1) MACD (5) major currencies (1) Major Support (1) management (3) margin (7) Market (13) marketiva (2) Mass (2) Medium Price (1) MetaQuotes (1) millionaire (2) Mind set (1) Mini (2) Mini Account (1) Mini Lot (1) Mini Server (1) minor currencies (1) Minor Support (1) MM (3) Money Management (4) Moving (1) Moving Average (5) mt4 (14) MT 4 (1) mt4 download (1) MT5 (1) Navigator (1) Neteller (1) new high (1) New Order (1) NON COMMERICAL (1) Non farm (1) Offer (1) Order (8) orderโอกาส (1) orders (2) Oscillator (2) Oscillators (1) Ou Chi (1) Outcome bias (1) out - of (1) Over (2) Overbough (1) overbought (3) Overlot (1) Overreaction (1) oversold (4) Over Sold (1) overtrade (2) Parabolic SAR (1) Passport (1) Password (1) Pattern (2) Payweb (1) peak (1) Pending Order (1) Perfect Money (1) period (1) pip (9) Pips (5) Pivot Point (2) Platform (1) plot (1) policy (1) Portfolio (1) POSITION (3) Position Limit (1) Previous (2) Price (2) Price Action (2) Price Risk (1) profit (1) Profits (1) Psychology (1) Quantitative (1) quote currency (2) Rang Holding (1) Restrictive (1) Retail (1) Retail Forex (1) Retracement (2) Return (1) Reversal Patterns (1) Risk (5) roboforex (1) RSI (4) script (1) Sell (4) Send Order (1) Senkou Span (1) Sentiment (1) server (1) SET (1) SET index (2) setup (1) sever (2) shadow (1) Short (5) Short Sell (1) Short Selling (1) Shot (2) Shot Bid (1) Show (1) sideway (7) Sideways (1) Signal (1) Skrill (1) SL (1) Slop (1) SL - TP (1) SM (2) SMA (1) Smart Money (1) S&P 500 (1) S&P500 Futures (1) speculators (1) Spot (1) Spot FX (1) Spread (5) Stochastic (2) Stochastic Oscillator (1) Stochastics (2) stoploss (1) Stop loss (1) Stop -Loss (1) Strong Support (1) supply (4) support (3) Swap (2) Swing trade (1) Symbols (1) Tai Chi (1) Take Over (1) Take Profit (2) Target (5) Technical (1) Technical Fundamental (1) Template (1) Tenkan Sen (1) Timeframe (1) Time Frame (12) tools (1) Top (1) TP (3) Trade (3) trade forex (4) Trader (4) Trading (6) Trend (3) trendline (1) Triple Bottom (1) Typical Price (1) Ukash (1) unit (2) value (2) Verify (1) Victor (1) Volume (3) Volumn (1) Watchlist (1) Waves (1) Webmoney (1) Weekly (1) Weighted Close (1) weltrade (1) win (1) Windows (1) YANG (1) Zero line (2) zero sum (1) Zig-zag (1) zip (1)